ดูหนังออนไลน์: The Main Event

ดูหนังออนไลน์: The Main Event ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างโดยความร่วมมือระหว่าง Netflix และ WWE ถือว่าเป็นหนึ่งเรื่องแรกที่องค์กรธุรกิจมวยปล้ำยอดฮิตของสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับทางสตรีมมิ่งเพื่อผลิตหนังออกมาฉาย และก็ทำได้ตามเป้าหมายครับ คือเป็น “หนังเด็กที่เน้นความบันเทิง” และถือว่าเป็นหนึ่งเรื่องแรกที่ส่งออกมาจาก WWE Studio ที่ฉายลง Netflix โดยได้นักมวยปล้ำในสังกัดบางคนมาร่วมด้วย เช่น The Miz, Kofi, Otis

ในภาพรวมแล้วถือว่าเป็นหนังเด็กที่ทำขึ้นมาเพื่อเป็น Content สำหรับช่วงวันหยุดในเดือนเมษายนนี้โดยเฉพาะ (ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด19 ) ซึ่งสไตล์ของหนังเน้นไปที่การเดินเรื่องแบบหนังเด็กยุค 90-2000 ที่ตามสูตรเอามากๆ

The Main Event เรื่องย่อ

เรื่องราวจะบอกเล่าผ่าน ลีโอ ธอมป์สัน เด็กน้อยผิวสีอายุ 11 ปี ที่ได้รับ “หน้ากากมวยปล้ำ” ที่มีพลังพิเศษ เมื่อใส่แล้วจะมีพละกำลังมหาศาลกว่าผู้ใหญ่ โทนเสียงเปลี่ยน พูดจาจัดจ้านขึ้น เหมือนกับนักมวยปล้ำใน WWE

เมื่อได้ของวิเศษนี้มา เขาจึงต้องการทำตามความฝันที่อยากจะเป็นนักมวยปล้ำ เมื่อทาง WWE ได้จัดอีเว้นท์ เฟ้นหาซุปเปอร์สตาร์หน้าใหม่ จากรายการ NXT ที่มี The Miz นักมวยปล้ำชื่อดังเป็นผู้ดำเนินรายการ แล้วได้มาจัดที่บ้านเกิดของเขา

เจ้าหนูลีโอจึงสวมหน้ากากวิเศษ กลายเป็น Chaos แล้วเข้าร่วมการแข่งขันแบบทัวนาเม้นท์ ซึ่งผู้ชนะได้รับโอกาสเดบิวท์ในวงการมวยปล้ำ และได้เซ็นสัญญาอาชีพกับ WWE ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักมวยปล้ำทั้งหลาย แต่เส้นทางของเจ้าหนูก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อความลับของหน้ากากมีผู้อื่นล่วงรู้ อีกทั้งเขาก็จำเป็นต้องจัดสรรระหว่างชีวิตในโลกความจริง การร่วมมือกับเพื่อนๆ มิตรสหาย และการเข้ามาแข่งขันในโลกของนักมวยปล้ำที่ไมได้ง่ายดายอย่างที่คิด

โดยชื่อเรื่อง The Main Event ก็เป็นการนำมาจากช่วงรายการของ WWE จริงๆ ที่จะมีการจัดประจำอยู่แล้วด้วย

ในส่วนของเนื้อหา อยากจะกล่าวว่า “ก่อนดู อย่าคิดอะไรมาก” คือเรื่องนี้เป็นหนังเด็กประเภทเน้นความบันเทิงเต็มรูปแบบในสไตล์ที่เป็น อเมริกันเอามากๆ

ซึ่งถ้าจะว่ากันตามตรง WWE ก็เป็นรูปแบบการแข่งขันมวยปล้ำที่เน้นการ Entertaining เป็นหลักมากกว่าจะเน้นแข่งขันมวยปล้ำในแบบกีฬาหรือศิลปะการต่อสู้จริงจัง ไม่เหมือนกับการแข่ง MMA หรือ กีฬามวยปล้ำในความหมายที่จริงจังอยู่แล้วนั่นเอง

อีกทั้งในเมื่อมันคือ Entertain ตั้งแต่ชื่อย่อใน WWE (World Wrestle Entertain) ดังนั้นคุณอย่าคาดหวังความซีเรียสจริงจังอะไรนักในภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่าที่จริงแล้ว มันจะมีสาระบางอย่างที่สะท้อนสังคมเด็กอเมริกันอยู่ก็ตาม แต่ลักษณะการแบ่งแยกตัวละครในเรื่องจะมีความชัดเจน คือฝ่ายดี ฝ่ายร้าย ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนนัก

ก่อนอื่นเลย สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เรื่องนี้เป็นความพยายามของ WWE Studio ที่จะหันมาจับหนังตลกเบาสมองที่ดูได้ทั้งครอบครัว แล้วฉายสตรีมมิ่งบน Netflix ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ น่าจะฉลาด ของทางสตูดิโอ หลังจากก่อนหน้านี้หนังส่วนใหญ่ของสตูดิโอถูกผลิตในลักษณะของหนังแผ่นทุนต่ำเกรดบี เช่นหนังชุด The Marine ที่เคยได้ทั้ง The Miz และ John Cena แสดงนำมาแล้ว

สำหรับหนังเรื่องนี้ ก็ได้ The Miz กลับมาร่วมแสดงในฐานะตัวละครสมทบที่เป็นพิธีกรของรายการ NXT ซึ่งเขาก็รับหน้าที่นี่อยู่แล้วในการดำเนินการรายการเพื่อเฟ้นหาดาวรุ่งดวงใหม่ให้เข้าสู่ WWE

นอกจากนั้น ยังได้ Kofi นักมวยปล้ำผิวสีจอมเหินหาวมาร่วมแสดงด้วย รวมถึงได้ Otis นักแสดงร่างยักษ์มาร่วมแจมด้วย

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องชื่นชมคือ นักแสดงเด็ก Seth Carr ที่มารับบทตัวเอกลีโอ ทำได้ดีมาก ดูแล้วทั้งน่าเอาใจช่วยและน่าหมั่นไส้ไปพร้อมกัน ซึ่งคาดว่าอนาคต เด็กคนนี้น่าจะกลายเป็นนักแสดงผิวสีชั้นนำของวงการได้ ถ้าหากไม่ออกนอกเส้นทางไปเสียก่อน

ส่วนในภาพรวมของหนังแล้ว มีความบันเทิงกว่าที่คิด ดูได้เพลินๆ แม้ว่าเรื่องราวจะเดินไปในแบบ “โคตรตามสูตร” ของหนังเด็กที่ก็ยังคงไม่ได้หลุดจากแนวทางเดิมๆเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะเป็น

ตัวเอกเป็นกลุ่มเด็กเนิร์ด มีความใฝ่ฝัน
มีปัญหาครอบครัวบางอย่าง
ค้นพบหน้ากากวิเศษ นำมาใช้เพื่อแสดงพลัง
เอาไปเล่นงานอันธพาล
เข้าร่วมแข่งขัน ทำตามความฝัน
เอามาใช้จีบสาว
มีดราม่าในกลุ่มเพื่อน
ค้นพบมิตรภาพระหว่างการแข่งขัน
ต่อสู้กับตัวร้าย
ยอมรับในตัวตนของตนเอง คืนดีกับพ่อ ทำตามความฝันต่อ

มีทุกอย่างครบสูตร เรื่องราวเหมาะสำหรับเอาไว้ให้เด็กในช่วงอายุ 8-13 ปี ดูได้เต็มที่ แฝงข้อคิดได้ แตสำหรับแฟนรุ่นใหญ่ อาจจะรู้สึกไม่ชอบใจในความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องและพล็อตโฮลที่มีเต็มไปหมด แต่ในเรื่องก็มีการแอบจิกกัด มุกบางอย่างใน WWE ทั้งท่าไม้ตายอย่าง The Worm ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าไม้ตายที่ WTF!! แต่คนดูชื่นชอบ อันที่จริงแล้วเป็นท่าไม้ต่าย Signature ของ Scotty 2 Hotty ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่ได้มีความรุนแรงอะไรเลย แต่เอาฮา ซึ่งในเรื่องก็จะได้ Otis นำมาใช้เพื่อเรียกเสียงฮา บวกกับท่าสุดฮาอย่างอื่นอีกด้วย

ในแง่ความดราม่า มีการแฝงเรื่องมิตรภาพในกลุ่มเพื่อน แต่ที่ทำได้ดีคือ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและลูกชายที่แฝงเข้ามาในเรื่อง ซึ่งถือว่านำเสนอได้น่าสนใจดี สำหรับความ Contrast ของพ่อที่เป็นคนผิวขาและลูกชายที่เป็นคนผิวสี